ติดต่อทีมงาน : muhibbullah7@hotmail.com
Login
ชื่อเข้าระบบ :

รหัสผ่าน :


ลืมรหัสผ่าน..?

ลงทะเบียนเดี๋ยวนี้..!

Main Menu

Who's Online
33 กำลัง Online (1 กำลังค้นหาข้อมูลใน ข้อมูลข่าวสาร)

สมาชิก: 2
ผู้เยี่ยมชม: 31

Clfiifelia, L5495, มีต่อ...

บทความ : เปิดฟาร์มแพะเกษตรปทุมฯ แปรรูปนม เพิ่มมูลค่า
ประกาศโดย Mr. Webmaster on 2007/4/18 10:30:00 (6612 อ่าน)
บทความ

เทคโนโลยีปศุสัตว์
ธนสิทธิ์ เหล่าประเสริฐ รายงาน


เต้าฮวยนมแพะฟรุ้ตสลัดที่บรรจุในถ้วยพลาสติคใส ขนาด 125 ซีซี วางจำหน่ายในตู้แช่เย็นของร้านสวัสดิการ ที่ด้านหน้าของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี วิทยาเขตปทุมธานี เลขที่ 2 พหลโยธิน ซอย 2 ตำบลประชาธิปัตย์ อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี โทร. (02) 531-2988-89 ต่อ 15 เป็นอีกผลงานหนึ่งของคณะวิชาสัตวศาสตร์ หนึ่งในคณะวิชาที่เปิดการสอนอยู่ภายในวิทยาเขตแห่งนี้ได้ค้นคิดและผลิตออกมา เพื่อเพิ่มทางเลือกใหม่ให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงแพะนม ในการเพิ่มมูลค่าของผลผลิตน้ำนม

ปัจจุบันการเลี้ยงแพะนมในประเทศไทย การจำหน่ายผลผลิตนอกจากในรูปของน้ำนมดิบแล้ว เกษตรกรบางส่วนยังได้นำไปแปรรูปเป็นนมพาสเจอไรซ์ส่งให้กับลูกค้าของฟาร์ม ดังนั้น หากเกษตรกรสามารถมีทางเลือกในการแปรรูปผลผลิตเพิ่มขึ้นจะเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่ทำให้เกิดรายได้ที่เพิ่มขึ้นของฟาร์ม

อาจารย์ชาติชาย โยเหลา อาจารย์ประจำคณะวิชาสัตวศาสตร์ โทร. (081) 985-5503 ผู้คิดค้นการแปรรูปน้ำนมแพะมาทำเป็นเต้าฮวยได้เล่าให้ฟังว่า ตามที่รัฐบาลได้ส่งเสริมให้มีการเลี้ยงแพะเป็นสัตว์เศรษฐกิจตัวใหม่ ซึ่งได้รับความสนใจจากเกษตรกรทั่วไปและภาคเอกชนขนาดใหญ่ วิทยาเขตปทุมธานี ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาทางด้านการเกษตรได้เล็งเห็นว่า การเลี้ยงแพะมีความเหมาะสมด้วยใช้พื้นที่น้อยและการจัดการไม่ยาก เหมาะแก่การเป็นฟาร์มสาธิตการเลี้ยงสัตว์แบบเกษตรพอเพียง ที่ไม่ต้องใช้การลงทุนที่สูงมากนัก

"ทางคณะวิชาสัตวศาสตร์ จึงจัดการเรียนการสอนทางด้านการผลิตสัตว์เคี้ยวเอื้องขนาดเล็กขึ้นมาตั้งแต่ ปี 2547 เพื่อรองรับการฝึกปฏิบัติให้กับนักศึกษาที่เรียนวิชาดังกล่าว อีกทั้งยังเป็นสถานที่ให้ความรู้แก่ประชาชนทั่วไปที่มีความสนใจในเรื่องการเลี้ยงแพะ โดยเฉพาะการเลี้ยงแพะนม" อาจารย์ชาติชาย กล่าว

เลี้ยงขัง ตัดหญ้าให้กิน

สำหรับการเลี้ยงแพะของวิทยาเขตปทุมธานี จะใช้ระบบการเลี้ยงขังคอก เนื่องจากวิทยาเขตไม่มีแปลงหญ้าอาหารสัตว์ ซึ่งเป็นลักษณะที่คล้ายคลึงกับเกษตรกรโดยทั่วไปที่มีพื้นที่เลี้ยงน้อย และในส่วนของอาหารหยาบที่นำมาใช้นั้น ทางวิทยาเขตจะใช้วิธีการตัดหญ้าที่ขึ้นอยู่ตามธรรมชาติรวมถึงใบไม้ที่ได้จากการตัดแต่งกิ่งต้นไม้มาให้แพะกิน

นอกจากนี้ ยังมีการเสริมอาหารเม็ดสำเร็จรูปให้กับแพะที่เลี้ยงด้วย รวมถึงการนำวัสดุเหลือใช้จากการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรมาให้กินด้วย เช่น กากถั่วเหลือง

การเลี้ยงลักษณะนี้ทำให้ต้นทุนการเลี้ยงต่ำมาก

พร้อมกันนี้ อาจารย์ชาติชายได้สรุปถึงเทคนิคในการเลี้ยงแพะให้ได้น้ำนมที่มีคุณภาพว่า เกษตรกรผู้เลี้ยงต้องให้ความสำคัญเกี่ยวกับเรื่องของการจัดการ ตัวพันธุ์แพะและอาหาร รวมไปถึงการเลี้ยงดู โดยพันธุ์แพะที่เหมาะสมกับประเทศไทย คือพันธุ์ลูกผสม เนื่องจากมีความทนทานต่อโรคแมลงและการเลี้ยงดู และหากเป็นพันธุ์แท้จะค่อนข้างอ่อนไม่สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมของประเทศไทยได้

อาจารย์ชาติชายยังเล่าให้ฟังถึงเทคนิคการลดกลิ่นที่จะติดมาในนมแพะว่า เทคนิคที่ทางคณะวิชาสัตวศาสตร์ใช้ประมาณ 2 วิธีการ คือ

หนึ่ง การแยกแพะพ่อพันธุ์ออกจากฝูงแพะแม่พันธุ์ เพราะตัวผู้เป็นตัวที่มีกลิ่น ซึ่งเกิดจากต่อมกลิ่นและฮอร์โมนของเพศผู้ เมื่อเห็นว่าแพะแม่พันธุ์เริ่มเป็นสัด ปกติแม่แพะจะเป็นสัดเพียงวันเดียว ดังนั้น จึงต้องสังเกตให้ดี เมื่อเห็นว่าเป็นสัดแล้วจึงนำแพะพ่อพันธุ์เข้ามาในคอก หลังจากที่ผสมพันธุ์เรียบร้อยแล้วก็แยกแพะพ่อพันธุ์ออกไปเลี้ยงไว้ต่างหากเช่นเดิม

สอง การอาบน้ำให้กับแม่แพะที่รีดนม โดยดูว่าถ้าวันไหนอากาศไม่ร้อนจนเกินไปและไม่มีฝนตก จะดำเนินการอาบน้ำและฟอกสบู่ให้แก่แม่แพะ เฉลี่ยสัปดาห์ละ1-2 ครั้ง ในช่วงบ่ายก่อนการรีดนม ซึ่งที่วิทยาเขตปทุมธานีจะใช้ระบบการรีดนมแพะในช่วงเช้าและเย็น ด้วยต้องการให้นักศึกษาได้มีประสบการณ์ในการปฏิบัติเกี่ยวกับฟาร์มแพะอย่างเต็มที่

นอกจากนี้ ทางคณะวิชาสัตวศาสตร์ยังได้มีโครงการที่จะเปิดอบรมระยะสั้นให้ความรู้กับเกษตรกรเกี่ยวกับการเลี้ยงแพะด้วย คาดว่าจะสามารถเปิดดำเนินการได้ในเวลาอีกไม่นานนี้

"ที่วิทยาเขตปทุมธานี ได้ตัดสินใจในการเลี้ยงแพะ เราก็มองตลาดในพื้นที่รอบๆ ว่าเป็นแหล่งที่ผู้บริโภคมีศักยภาพในการซื้อน้ำนมแพะไปบริโภค โดยเน้นเป็นอาหารเพื่อสุขภาพ" อาจารย์ชาติชาย กล่าวและว่า "เริ่มจากการนำแม่พันธุ์แพะลูกผสมซาแนน จำนวน 5 ตัว มาเข้าเลี้ยง จนวันนี้ได้ขยายปริมาณเพิ่มเป็น 43 ตัว"

อาจารย์ชาติชายให้ข้อแนะนำว่า สำหรับเกษตรกรที่สนใจต้องการเลี้ยงแพะนมเป็นอาชีพ สิ่งที่ต้องคำนึงถึงเป็นอันดับแรก ได้แก่ ตลาดที่จะมารองรับน้ำนมแพะ เพราะหากผลิตน้ำนมออกมาแล้วไม่มีตลาดรองรับจะเกิดปัญหาอย่างมาก

แต่หากเป็นพื้นที่ในต่างจังหวัด ปริมาณผู้บริโภคน้ำนมแพะไม่มาก อาจารย์ชาติชายแนะนำว่า ควรปรับเปลี่ยนไปเลี้ยงแพะเนื้อจะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า

"การเลี้ยงแพะนมนั้นเกษตรกรสามารถยึดเป็นอาชีพได้ โดยถ้าเลี้ยงแล้วมีแม่แพะรีดนมอยู่ประมาณ 10 ตัว เฉลี่ยน้ำนมดิบที่ได้ตัวละ 1 กิโลกรัม ราคาจำหน่ายถ้าเป็นน้ำนมดิบที่กิโลกรัมละ 40 บาท เกษตรกรจะมีรายได้ประมาณ 400 บาท ต่อวัน หรือ 12,000 บาท ต่อเดือน แต่ถ้านำมาแปรรูปเป็นนมพาสเจอไรซ์ น้ำนมดิบ 1 กิโลกรัม จะแปรรูปได้น้ำนมประมาณ 5 ขวด ราคาขายส่งที่ขวดละ 12 บาท วันหนึ่งจะมีรายได้ประมาณ 600 บาท หรือเดือนละ 18,000 บาท"

แปรรูปเพิ่มมูลค่านมแพะ

เมื่อมีการเลี้ยงและได้ผลผลิตเกิดขึ้น จึงทำให้ทางแผนกต้องแปรรูปน้ำนมแพะเพื่อให้สามารถเลี้ยงฟาร์มได้ ซึ่งขณะนี้มีผลิตภัณฑ์ที่ทางวิทยาเขตผลิตคือ น้ำนมพาสเจอไรซ์ซึ่งเน้นการผลิตแบบครัวเรือนที่ไม่ใช้อุปกรณ์ที่ยุ่งยาก เต้าฮวยนมแพะฟรุ้ตสลัด ส่วนผลิตภัณฑ์อื่นๆ กำลังอยู่ในช่วงการทดลองสูตรอยู่

"เต้าฉวยนมแพะฟรุ้ตสลัด จะเป็นอาหารว่างสำหรับทางเลือกใหม่ให้กับผู้บริโภคที่อยากจะรับประทานนมแพะ แต่ยังติดกับความรู้สึกเดิมๆ ที่คิดว่านมแพะมีกลิ่นเหม็นสาบ จึงทำให้ไม่อยากรับประทาน" อาจารย์ชาติชาย กล่าว

สำหรับการทำนมพาสเจอไรซ์ของวิทยาเขตเกษตรปทุมธานี จะเน้นการทำแบบครัวเรือน โดยหลังจากรีดนมแพะมาแล้ว ซึ่งน้ำนมที่รีดได้ หากไม่สามารถพาสเจอไรซ์ได้ทัน ควรเก็บให้อยู่ในรูปของการแช่แข็ง เมื่อจะใช้ก็นำมาสู่กระบวนการผลิต โดยนำน้ำนมแพะไปผ่านความร้อนโดยการนึ่ง ที่อุณหภูมิ 63 องศาเซลเซียส นานประมาณ 30 นาที จากนั้นบรรจุในขวดพลาสติค ที่ผ่านการลวกน้ำร้อนครั้งหนึ่งก่อนเพื่อฆ่าเชื้อโรค เมื่อบรรจุลงขวดแล้วเอาไปแช่น้ำเย็นทันทีเพื่อให้อุณหภูมิลดลง อันเป็นขั้นตอนของการฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ที่ทนต่อความร้อน ซึ่งพร้อมนำออกจำหน่ายต่อไป

ราคาจำหน่ายนมพาสเจอไรซ์นมแพะ บรรจุขวดขนาด 180 ซีซี ราคาส่งอยู่ที่ 12 บาท และราคาปลีกอยู่ที่ 15 บาท โดยมีรสจืดเป็นหลัก

ส่วนการทำเต้าฮวยนมแพะฟรุ้ตสลัด อันเป็นผลงานของคณะวิชาสัตวศาสตร์ วิทยาเขตปทุมธานีแห่งนี้ ถือว่าเป็นแห่งแรกที่ได้มีการผลิตเต้าฮวยนมแพะฟรุ้ตสลัดออกจำหน่าย โดยได้เริ่มทำมาประมาณ 2 เดือน

"สาเหตุที่ทำให้เกิดแนวคิดนำมาแปรรูป เนื่องจากช่วงหนึ่งทางวิทยาเขตประสบปัญหาไม่สามารถจำหน่ายนมแพะได้หมด ทำให้มีน้ำนมเหลือ อาจารย์ชาติชายจึงได้ค้นคิดวิธีการนำนมแพะมาแปรรูปเป็นเต้าฮวยนมแพะฟรุ้ตสลัด นอกจากแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำนมที่เหลือแล้วยังเป็นการเพิ่มทางเลือกให้กับผู้บริโภคด้วย" อาจารย์ชาติชาย กล่าว

"ในส่วนของการนำน้ำนมแพะมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เพื่อเพิ่มมูลค่านั้น ทุกวันนี้ถือว่ายังมาก โดยที่ทำกันมากจะเป็นนมสดพาสเจอไรซ์เท่านั้น" อาจารย์ชาติชาย กล่าว

กระบวนการของการทำเต้าฮวยนมแพะฟรุ้ตสลัด ที่อาจารย์ชาติชายให้ข้อแนะนำนั้น ขั้นตอนการเตรียมวัตถุดิบ ประกอบด้วย น้ำนมแพะ 3 กิโลกรัม น้ำตาลทราย 150 กรัม แต่หากชอบหวานสามารถเติมน้ำตาลทรายลงไปได้เท่ากับความต้องการ ผงวุ้นอีก 12.5 กรัม และกลิ่นน้ำนมแมว โดยปริมาณการใส่นั้นมีข้อแนะนำว่า ควรใส่อย่างพอเหมาะ อย่าใส่มากเพราะจะทำให้มีกลิ่นเหม็น

ส่วนของฟรุ้ตสลัดที่นำมาใช้เป็นส่วนผสมนั้น หากไม่ใช้แบบที่มีจำหน่ายในท้องตลาด ก็สามารถทำเองได้ โดยสูตรการทำฟรุ้ตสลัดผลไม้ อาจารย์ชาติชายบอกว่า วัตถุดิบที่ใช้ประกอบด้วย ผิวมะนาวเหลืองซอยเป็นเส้น 1 ช้อนโต๊ะ ผิวส้มซอยเป็นเส้น 1 ช้อนโต๊ะ น้ำตาลทราย 1 ถ้วย น้ำต้มสุก 1.5 ถ้วย น้ำมะนาว 1 ช้อนโต๊ะ เกลือ 1 หยิบมือ ฝรั่งหั่นสี่เหลี่ยมลูกเต๋า 1/2 ถ้วย ส้มโอแกะเป็นกลีบ 2 กลีบ แคนตาลูปตักเป็นลูกกลมๆ 1/2 ถ้วย สับปะรดหั่นเป็นชิ้นๆ 1/2 ถ้วย องุ่นดำผ่าครึ่งเอาเมล็ดออก 1/2 ถ้วย และมะละกอหั่นสี่เหลี่ยมลูกเต๋าเล็ก 1/2 ถ้วย

วิธีการทำฟรุ้ตสลัด เริ่มด้วยการนำหม้อใส่น้ำต้มสุก น้ำตาล ผิวส้ม และผิวมะนาวลงไปตั้งไฟให้เดือด พอเดือดลดไฟลง เคี่ยวต่อจนน้ำข้นและเหนียวยกลงจากเตาพอเย็นพักไว้ในตู้เย็น พอได้น้ำเชื่อมดังกล่าวแล้ว ให้นำผลไม้ที่เตรียมไว้ใส่ลงไปในน้ำคลุกเบาๆ นำไปแช่ตู้เย็นหรือตักใส่ถ้วยเต้าฮวยนมแพะที่เตรียมไว้

เมื่อเตรียมส่วนผสมต่างๆ เรียบร้อยแล้ว อาจารย์ชาติชายได้เล่าให้ฟังถึงวิธีการทำเต้าฮวยนมแพะฟรุ้ตสลัดว่า วิธีการทำนั้นจะเริ่มจากการเตรียมอุปกรณ์ ซึ่งอุปกรณ์ที่ใช้ควรทำมาจากสเตนเลสเกรดที่ใช้กับอาหาร เพราะจะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดรอยขีดข่วนเวลาล้าง ซึ่งเป็นสาเหตุให้คราบไขมันเข้าไปสะสมและเกิดจุลินทรีย์ ส่งผลให้นมเน่าเสียเร็วขึ้น อีกทั้งอุปกรณ์ต่างๆ ที่ต้องสัมผัสกับน้ำนมทุกชิ้น ต้องผ่านการล้างให้สะอาดและผึ่งให้แห้งก่อน ส่วนผ้ากรองนมนั้น ภายหลังจากการล้างสะอาด ให้นำมาต้มในน้ำเดือดนาน 5 นาที แล้วจึงนำไปใช้ได้

ขณะที่น้ำนมแพะ ให้นำมากรองผ่านผ้าขาวบาง กรองใส่ในหม้ออะลูมิเนียม เพื่อไปสู่ขั้นตอนการนึ่ง โดยจะใช้หม้ออะลูมิเนียมสองใบซ้อนกัน ซึ่งในใบที่ใหญ่กว่าจะใส่น้ำลงไปจำนวนพอเหมาะ ก่อนนำไปตั้งไฟ ทั้งนี้มีข้อแนะนำว่า ไม่ควรต้มน้ำนมแพะโดยตรง เพราะจะทำให้น้ำนมไหม้มีกลิ่นเหม็น ทั้งนี้ ขณะที่ต้มน้ำนมนั้น ควรมีการใช้พายคนตลอดเวลา และมีการวัดอุณหภูมิอย่างสม่ำเสมอ

อุณหภูมิต้องไม่น้อยกว่า 63 องศาเซลเซียส เป็นเวลานาน 30 นาที

หลังจากต้มน้ำนมแพะจนได้ที่แล้ว จึงเติมน้ำตาลทราย 150 กรัม ผงวุ้น 12.5 กรัม และกลิ่นนมแมวลงไป จากนั้นยกหม้อน้ำนมลงแช่ในอ่างน้ำเย็น อาจใช้น้ำแข็งหล่อรอบหม้อก็ได้ จะทำให้อุณหภูมิลดลงอย่างรวดเร็ว

ขั้นตอนต่อมาคือ การนำมาบรรจุลงใส่ในภาชนะแก้วพลาสติคที่ทนความร้อน ซึ่งผ่านการฆ่าเชื้อแล้ว และเก็บเข้าตู้เย็นให้น้ำนมจับตัวกัน โดยส่วนผสมที่แนะนำนี้จะสามารถนำมาบรรจุได้ประมาณ 20-25 แก้ว แล้วนำน้ำนมที่จับตัวออกมาเติมฟรุ้ตสลัดที่เตรียมไว้ ทั้งอาจมาจากที่ทำเองหรือซื้อฟรุ้ตสลัดแบบกระป๋องมาใช้ ปิดฝาแก้วนำเข้าตู้เย็นอีกครั้ง ซึ่งจะพร้อมนำออกมารับประทานหรือจำหน่ายต่อไป

โดยสนนราคาจำหน่ายเต้าฮวยนมแพะฟรุ้ตสลัดที่ผลิตออกมาจำหน่ายนั้น ถ้าขายปลีกแก้วละ 15 บาท และขายส่งที่แก้วละ 12 บาท โดยต้นทุนการผลิตเต้าฮวยนมแพะฟรุ้ตสลัดอยู่ที่ประมาณครึ่งหนึ่งของราคาจำหน่าย

การแปรรูปผลิตภัณฑ์ออกจำหน่ายดังกล่าว จึงนับได้ว่าเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่จะเป็นทางเลือกให้กับเกษตรกรในการสร้างรายได้ที่เพิ่มขึ้นให้กับครอบครัว

ขอขอบคุณเทคโนชาวบ้าน 15 ต.ค. 2549

อ้างอิงจาก :http://www.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=0509151049&srcday=2006/10/15&search=no

พิมพ์ทางเครื่องพิมพ์ ส่งเรื่องนี้ไปให้เพื่อน
Search